เปิดใจครั้งแรก ‘จ๊ะ นงผณี’ หลังหมดสัญญา ‘อาร์เอส’ ลั่นภูมิใจ เคยได้ใช้นามสกุล ‘อาร์สยาม’

23

เรียกว่าออกมาเปิดอกเคลียร์อย่างเปิดใจเลยทีเดียวสำหรับสาว จ๊ะ นงผณี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ จ๊ะ อาร์สยาม ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็ออกมาประกาศผ่านอินสตาแกรมว่าได้หมดสัญญากับทางต้นสังกัดเดิมแล้ว โดยล่าสุดก็โดดมารับหน้าที่ใหม่ กับบ้านหลังใหม่อีกด้วย หลายคนก็เลยสงสัยว่าสาวจ๊ะ ย้ายบ้านใหม่ด้วยหรือเปล่า ซึ่งงานนี้เจ้าตัวก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า

วันแรกของการใช้ชื่อ จ๊ะ นงผณี ความรู้สึกเป็นยังไงบ้าง

“จริง ๆ แล้วก็รู้สึกใจหายนิด ๆ มีความรู้สึกที่ว่าจากเราเคยเป็น จ๊ะ อาร์สยาม แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ใจหายอะไรมากเพราะว่าเราออกมาด้วยดี ไม่ได้ออกด้วยการทะเลาะ แต่เพราะเราหมดสัญญา แล้วทางผู้ใหญ่ที่ค่ายเก่าดีมาก ๆ บอกว่าจ๊ะจะใช้ก็ได้ไม่ได้ซีเรียสเลย”

วันที่ออกมาโพสต์ว่าจะใช้นามสกุล อาร์สยาม เป็นวันสุดท้ายแล้วโดนด่าบ้างไหม

“จริง ๆ แล้วในเฟซและเพจหนูไม่มีโดนด่าเลยค่ะ แต่ในข่าวแน่นเลยค่ะ (หัวเราะ) มีแฟนคลับแคปมาให้ดูว่า…แม่มิสสน.ต้องเข้าแล้วอะไรอย่างเงี้ย แต่หนูพูดเลยว่าไม่คิดจะฟ้องใครเพราะว่าเป็นความคิดต่าง บางทีเขาอ่านแค่หัวค่ะ ไม่ได้เข้าไปอ่านรายละเอียด จริง ๆ แล้ว คือ หมดสัญญาค่ะ ไม่ได้ฉีกสัญญาหรือว่าทะเลาะ อันนี้ยืนยัน เพราะว่าหนูเป็นคนที่เราเข้าไปคุยแล้วประมาณ 3 ครั้งกับเรื่องการต่อสัญญา เราไม่ได้คิดว่าเราจะไม่ต่อตอนแรก แต่มีบางข้อที่มีรายละเอียดลึก ๆ จริง ๆ ที่เรารู้สึกว่าวันนี้เวลาของเราไม่ใช่เวลาร้องเพลง เพราะเราอยู่ในวงการมาประมาณ 11-12 ปี จะมีงานทุกวันเหมือนเมื่อก่อนมันก็ไม่ใช่ เราต้องเบี่ยงเบนไปทางธุรกิจ ซึ่งก็จะมีรายละเอียดลึก ๆ ข้างในที่เขาเป็นมาตรฐานของเขา เราก็เลยบอกว่างั้นหนูขออนุญาตนะคะ แต่ว่าท่าทางผู้ใหญ่หรือว่าทางอาร์เอสมีอะไรให้หนูไปช่วย เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะว่าอาร์เอสมีพระคุณกับหนูมากจริง ๆ”

แล้วเหตุผลที่ไม่ต่อสัญญาคืออะไร

“จริง ๆ มันมีเรื่องรายละเอียดของธุรกิจ ที่อยากพูดแต่ขออนุญาตไม่พูดดีกว่า เป็นรายละเอียดลึก ๆ แล้วกัน แต่ไม่ได้เกี่ยวกับทางเรื่องเพลงนะคะ เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจส่วนตัวของเรา”

ที่บอกว่าแม้จะไม่มีสัญญาแล้วแต่สามารถนำเพลงของอาร์สยามมาร้องได้ทั้งหมด อันนี้คือเป็นสัญญาปากเปล่าหรือว่ามีเอกสาร

“ไม่ค่ะ มีการคุยกันกับผู้บริหารเลยค่ะ หนูพูดก่อนเลยว่าท่านน่ารักจริง ๆ น่ารักที่ว่าวันนี้หนูไม่มีงานคอนเสิร์ตเลย ด้วยโควิดก็ไม่มีเลย ท่านก็บอกว่าโอเคปีหนึ่งจะต้องเสียประมาณนี้ซึ่งเป็นมาตรฐานของค่ายอยู่แล้ว ต่อปีนะคะ หนูก็เลยบอกเขาว่าปีนี้หนูเสียได้นะแต่ว่าหนูยังไม่มีงานจริง ๆ เขาเลยบอกว่าเอาอย่างนี้งั้นจะเอาไปลองก่อน วันที่มีงานมาคุยกันแล้วจะนับจากวันนั้น สมมติว่าหนูมีงานพฤศจิกายน เขาก็จะเริ่มนับจากวันนั้นที่เสียตังค์แล้วก็ไปพฤศจิกายนปีหน้าถึงจะนับเป็น 1 ปี วันนี้เขาแบบว่ามีงานสองงาน เดือนหนึ่งมีงานเดียวหรือสองงานเอาไปร้องก่อนไม่ได้ซีเรียส”

ถ้าไม่มีสัญญาที่เป็นเอกสาร กลัวว่าจะมีโดนย้อนหลังบ้างไหม

“พี่ ๆ เป็นห่วงหนูใช่มั้ยคะ(หัวเราะ) แต่หนูไม่ ๆ ๆ เคสอื่นหนูไม่รู้นะแต่ของหนูออกด้วยดี ผู้ใหญ่ก็ดีกับหนู แต่ถ้าเรื่องเวลาหนูไปออกรายการไม่ใช่ละ เพราะสัญญาที่หนูคุยกันเป็นเรื่องที่หนูไปออกอีเวนต์ แต่ถ้าหนูไปออกรายการแล้วอยากให้หนูร้องเพลงเก่าของอาร์เอส รายการต้องเคลียร์กับต้นสังกัดเอง”

พอออกมาจากค่ายที่เคยปั้นให้เรามีชื่อเสียง กลัวคนจะมองว่าอกตัญญูหรือเนรคุณไหม

“อ๋อ…ไม่กังวลค่ะ เพราะยังไงคนต้องมองอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องปกติจริงๆ แล้วไม่ใช้คำว่าดราม่า แต่ใช้คำว่าความคิดต่าง เพราะเขาไม่ได้รู้ต้นสายปลายเหตุ หนูอยู่อาร์เอสมา 8 ปีแล้วจะให้หนูยืนด้วยการร้องเพลงอย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ วันนี้นักร้องเยอะมากแล้วเราก็ไม่ได้มีงานทุกวัน ไหนจะ โควิดอีก ถ้าหนูร้องเพลงอย่างเดียวก็ไม่มีรายได้อีก พอหนูไม่มีรายได้แล้วมาเปิดรับบริจาคโน่นนี่ก็จะโดนด่าอีก เพราะฉะนั้นหนูก็ควรจะเดินแนวทางนี้ดีกว่า แต่ด้วยดีแล้วก็ควรรู้ว่าใครมีพระคุณกับเรา หนูยังยืนยันนะคะวันที่อาร์เอสมาบอกว่าจ๊ะไปช่วยงานนี้หน่อยยินดีที่สุดเลยค่ะ”

พอเขาออกไปคนที่คอมเมนต์ในด้านลบมีว่ายังไงบ้าง

“ไม่รู้สึกค่ะ ถ้าแรงที่สุดต้องย้อนไปที่คันหูแล้วล่ะ(หัวเราะ) วันนี้ไม่ได้มีความรู้สึกที่ว่าแรงมากก็ไม่อยากจะพูดถึง แค่รู้สึกว่าคนเราสามารถมีความคิดต่างได้ แล้วเขาก็ไม่ได้เปิดเข้าไปดูในข่าวเต็มๆ เขาก็อาจจะแสดงความคิดเห็นได้ ไม่ได้โกรธค่ะ ยืนยันนะคะไม่มีมิสสน.แน่นอน”

แล้วอยากจะอธิบายเหตุผลให้คนเหล่านั้นฟังไหมว่ามันคืออะไร

“เหตุผลของเราก็คือเราหมดสัญญา เราเข้าไปคุยถึง 3 ครั้งกับครูซิม ณ ตอนนี้ครูซิมออกไปก่อนหนูอีก(หัวเราะ) ครูซิมคือผู้บริหารอาร์เอสนะคะแต่ออกก่อนจ๊ะค่ะ คุยกัน 3 ครั้ง แล้วก็สุดท้ายแล้วมีข้อหนึ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเรายังอยู่มาตรฐานของ…คือจริงๆ แล้วครูบอกว่าจ๊ะอยู่ได้เซ็นได้แล้วก็ขอเป็นเคสๆ ไป แต่หนูมองว่ามาตรฐานถ้าจ๊ะทำได้นักร้องคนอื่นก็ทำได้ มันก็จะเสียมาตรฐานของบริษัทไป”

กลัวคนจะมองว่าเราได้อภิสิทธิ์กว่าคนอื่นแบบนี้เหรอ

“ใช่ อย่างมีอยู่ปีหนึ่งหนูได้พรีเซนเตอร์ 2 ตัวเลยที่เป็นแพ็กใหญ่ คนก็มองว่าหนูเป็นลูกรักเฮีย จริงๆ แล้วไม่ใช่นะคะคุณ บอกเลยว่าอยู่อาร์เอสมา 8 ปีเคยเจอเฮียแค่ 4 ครั้งเอง ไม่ได้เป็นลูกรักหนูยืนยัน”

มีข่าวซุบซิบประมาณว่าเกาเหลากับศิลปินในสังกัดเดิมหรือเปล่า เลยทำให้เราตัดสินใจออกมาเป็นอิสระดีกว่า

“มีความอึดอัดบ้าง แต่ไม่ถึงกับเกาเหลา มีความอึดอัดคือเวลาที่เราอยู่ในกรอบ…ก็เราเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรที่มันสองมาตรฐาน เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่าอันนี้ทำไม่ได้ก็ควรจะทำไม่ได้ด้วยกันทั้งหมด ไม่ใช่มีคนทำได้แล้วอีกคนทำไม่ได้ อันนี้ก็มีบ้างแต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือเวลานี้ของจ๊ะคือจ๊ะไม่ได้มีงานร้องเพลงทุกวัน เราก็ไม่ได้เดินสายร้องเพลงอย่างเดียว น่าจะมีอาชีพอื่นด้วย”

มีความน้อยใจด้วยส่วนหนึ่ง

“มีตั้งแต่ปีแรกยันปีที่ 8(หัวเราะ) แต่วันที่ออกมาไม่มีแล้วค่ะ เพราะว่าคุยกันด้วยดีมากๆ จริงๆ แล้วประเด็นนี้เป็นประเด็นตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เข้าไป แล้วก็รู้สึกว่าทำไมต้องมีคำว่าเด็กใครเด็กมัน คือจะมีอารมณ์มีตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ 4 ก็ไม่รู้ว่าด้วยอายุของเราด้วยหรือเปล่าตอนนั้นที่เราอาจจะเด็ก แต่หลังๆ ไม่มีแล้วเพราะเป็นคนแบบคิดบวกมากกว่า ขนาดคนมาด่าหนูทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าเป็นความคิดต่างดีกว่า”

เส้นทางการเป็นนักร้องเราวางแผนไว้อย่างไรบ้าง

“เดี๋ยวมีโปรเจ็กต์เซอร์ไพรส์ จริง ๆ แล้วเรามีแพลนที่จะทำเอง พูดตามตรงว่าเพลงจ๊ะอย่างที่อาร์เอสทำมาให้ทั้งหมดไม่เคยต่ำกว่า 7 แสน ณ วันนี้ที่เราจะทำเอง แล้วข้างหน้าเรายังไม่มีงานก็ไม่คิดจะทำ แต่ก็มีหลาย ๆ ค่ายติดต่อมาว่ามีโปรเจ็กต์นะ มีฟีเจอริ่งกับให้เซ็นสัญญา จ๊ะก็ยืนยันตรงนี้ว่ายังไม่มีความคิดที่จะเซ็นสัญญากับใคร แต่ถ้าให้ไปร่วมงานยินดีค่ะ”

แล้วทำกับแกรมมี่โกลด์จริงไหม

“เดี๋ยวรอดูเลย แต่ยืนยันว่าไม่ได้เซ็นแกรมมี่โกลด์ เดี๋ยวจะหาว่าหมดสัญญากับอาร์เอสแล้วมาแกรมมี่โกลด์เลย ไม่ใช่นะคะ ยินดีทุกที่ที่ให้โอกาสเรามากอยู่แล้ว”

เรื่องลิขสิทธิ์เพลง สิบสอง ที่จะไปคุยกับทางแกรมมี่

“ไม่เตรียมอะไรเลย เพราะได้คุยกับทางผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ไม่ได้ซีเรียส เขายังขำ ๆ ลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นของแกรมมี่โดยตรง แต่แกรมมี่เป็นผู้ดูแลสิทธิ์ให้กับอาจารย์พยงค์ มุกดา จ๊ะก็ถามเขาว่าตอนแรกจ๊ะเสิร์ชในระบบแล้วมันไม่ขึ้น ทำยังไง เขาบอกมันไม่ขึ้นอยู่แล้วเพราะมันเป็นเพลงที่เก่ามาก แล้วเขาก็รู้เจตนาว่าเราไม่ได้มีเจตนาที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ เขาก็ไม่ได้ซีเรียส”

แล้วเราไปเจอเพลงนี้มาจากไหน

“เจอจากยูทูบ เลยนำมาคัฟเวอร์ คือจ๊ะยังพูดเล่นๆ แซวๆ อยู่ว่าถ้ารู้ว่าเป็นของแกรมมี่ จ๊ะไม่เอามาแน่ พูดตามตรงนะจ๊ะไม่อยากทำไปแล้วจะมีปัญหาตามมา”

ได้บทเรียนอะไรบ้าง จากที่เรามั่นใจว่ามันไม่มีลิขสิทธิ์

“ไม่ได้รู้สึกว่ามีบทเรียนอะไร เพราะเรารอบคอบแล้วจริง ๆ เราเสิร์ชแล้วมันไม่มีจริง ๆ หลังบ้านไม่ขึ้นจริง ๆ แล้วอันนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต่อไปนี้จะเอาเพลงอะไรมาคัฟเวอร์ก็จะเอาเพลงที่เขามีตัวตนเลยดีกว่า แบบเขามีเจ้าของแล้วเราเดินเข้าไปบอกเขาเลยว่าหนูขอซื้อเพลงนี้มาลงยูทูบ จะดีกว่า แล้วเพลงต่อไปมีตัวตนนะคะคุณขา ฝากติดตามด้วยค่ะทางช่องอีจ๊ะชาแนล”

วันนี้จะมีการเสียค่าลิขสิทธิ์กันไหม

“วันนี้ยังไม่มีงานเลยค่ะ วันนี้เข้าไปคุย เรตจะคิดจากงานเราก่อน แล้วเขาถึงจะไปคิดว่าเราต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เท่าไหร่ แต่วันนี้ถ้าจ๊ะยื่นตารางงานไปอาจจะศูนย์เลยนะ เพราะตารางงานไม่มีจริงๆ วันนี้ยังพูดอะไรมากไม่ได้ รู้แค่เพียงว่าจริงๆ แล้วเพลงนี้ไม่ใช่ของแกรมมี่นะคะ แต่เขาดูแลสิทธิ์ แล้วเขาก็ไม่ได้ซีเรียสถึงขนาดที่ข่าวลงว่าโดนเก็บลิขสิทธิ์ย้อนหลังแบบนั้น ไม่ได้โดนค่ะ แต่จะเป็นการพูดคุยกันว่าทิศทางการทำงานหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรกันมากกว่า”

หลังจากนี้ต้องเรียกจ๊ะว่าอะไร

“(หัวเราะ) เรียกได้หมดเลย จ๊ะ นงผณี ก็ได้ จ๊ะ คันหู ก็ได้ แล้วคำว่า จ๊ะ อาร์สยาม จริง ๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ติด มีแต่เราที่รู้สึกว่าเราใช้อะไรที่มันเป็นเราดีกว่า”

ภูมิใจกับคำว่าจ๊ะอาร์สยาม

“ภูมิใจที่สุด ยังรู้สึกว่าเฮียฮ้อกับซ้อดีที่สุดในชีวิตจ๊ะอยู่แล้ว จากวันนั้นที่จ๊ะอยู่ใต้ดินแล้วทำให้เราขึ้นมาเป็นนักร้องห้างได้ ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่เรา คุณภาพชีวิตจ๊ะและครอบครัวจ๊ะดีขึ้นทุกอย่างเพราะเฮียจริงๆ จากนักร้องค่าตัว 15,000-30,000 บาท เฮียก็มาปรับให้ ต้องขอบคุณเฮียมาก ๆ ภูมิใจกับคำว่าจ๊ะอาร์สยามค่ะ”

ชมคลิปข่าว https://youtu.be/jeV5iKygFaA