‘ฟ้าใส ปวีณสุดา’ สะอื้น! เครียดหนักจนเฉียดเป็นซึมเศร้า ยันไม่เคยขอเปลี่ยนสัญญา

45

เรียกว่าเป็นประเด้นดราม่าร้อนแรงที่สุดในนาทีนี้เลยก้ว่าได้สำหรับดราม่าในวงการนางงาม เรื่องราวของสาว ‘ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น’ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2562 และกองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ นำโดย บริษัท TPN 2018 จำกัด โดยประเด็นมาจากที่สาวฟ้าใส ไปออกงานอีเว้นท์หนึ่ง แต่กลับไม่มีมงกุฎ และสายสะพาย ในขณะที่นางงามคนอื่นสวมมงกุฎและสายสะพายร่วมงาน เมื่อภาพถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้ ‘เอส อนุสิทธิ์’ ผู้จัดการของฟ้าใส ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ใครรู้จักร้านหรือโรงงานทำมงกุฎ ขอความช่วยเหลือ ช่วยแนะนำพี่เอสหน่อยครับ” พองานนี้เรื่องถึงหู ‘ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก’ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท TPN 2018 ผู้ถือลิขสิทธิ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กโต้ทันที โดยร่ายยาวอย่างละเอียด 10 ข้อถึงการที่ทำไม ฟ้าใส ถึงไม่มีมงกุฎและสายสะพาย โดยหลักๆเป็นเรื่องของสัญญาที่ทาง ฟ้าใส ไม่ยอมเซ็นกับทางกองประกวดเอง ซึ่งเรื่องราวก็ดูเหมือนว่าจะมีความบานปลายเกิดขึ้น ซึ่งล่าสุดวันนี้ (9 พ.ย. 63) สาวฟ้าใสพร้อมด้วยผู้จัดการส่วนตัว และทางทนายได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวว่า

“วันนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้ออกมาพูดความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องสัญญาจากปากของตน โดยตนขอชี้แจงตามที่ คุณปุ้ย ได้ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้านี้กับกรณีที่บอกว่า ทางกองไม่เคยเปลี่ยนสัญญาของตนเลย ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และที่ทางกองบอกว่า ตนบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเซ็นสัญญามาตลอด ก็ไม่ใช่เรื่องจริง ตนมีหลักฐานและพยานทุกอย่างที่บ่งชี้ได้ว่า ตนมีการทวงถามเรื่องการเซ็นสัญญาอย่างละเอียดเป็นข้อๆ ว่า ช่วงเข้ารอบ 60 คนสุดท้าย ทุกคนรวมถึงตนได้เซ็นสัญญากับทางกองประกวด ซึ่งระบุว่า หากได้รับตำแหน่ง แล้วจะต้องมีการหักเปอร์เซ็นต์จากการรับงานเท่าไหร่ รวมถึงรายละเอียดอื่นๆอีกมากมาย

จากนั้นวันที่ 17 ก.ค. 62 ทางกองไม่ได้เรียกตนเข้าไปเซ็นสัญญา มีหลักฐานคือตารางงานของกอง และรูปการทำงาน ตั้งแต่เวลา 8.00-21.00 น. แต่เพื่อนอีก 4 คนได้ไปเซ็น ซึ่งตนไม่รู้มาก่อน

ฟ้าใส เผยต่อว่า ทาง คุณปุ้ย บอกว่าส่งสัญญาให้ก่อนไปแอตแลนต้า แต่จริงๆ คือส่งตอนเที่ยงคืน ก่อนเดินทาง ซึ่งตอนนั้นหลับแล้ว พอตื่นมาตอนเช้าก็เก็บกระเป๋าไปแอตแลนต้า เพื่อเตรียมตัวไปตอนเย็น

ต่อมาในวันที่ 28 พ.ย. 62 ขณะที่ถึงแอตแลนต้าแล้ว ตนได้รับสัญญาจาก คุณปุ้ย โดยตรง ซึ่งคุณแม่ตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงได้เห็นว่าสัญญาไม่เหมือนฉบับแรกที่เซ็นไปก่อนหน้านี้ เช่น มีการเพิ่มจำนวนปี , จำนวนเปอร์เซ็น จึงขอให้เปลี่ยน พอเปลี่ยนก็ไม่ตรงอยู่ดี อาทิ การหักเปอร์เซ็นต์ซึ่งมากกว่า 70:30 แม่ฟ้าใส จึงมีการขอให้กลับไป 70:30 ตามเดิมเหมือนที่คุณปุ้ย แถลงข่าว แต่ที่คุณปุ้ย แถลงข่าวว่า ถ้าได้ตำแหน่งจะหัก 50% เฉพาะงานต่างประเทศไม่ใช่เรื่องจริง เพราะในสัญญาระบุว่า ทุกกรณี โดยคุณแม่ได้แก้เป็นลายมือและปากเปล่า ให้เหมือนฉบับแรก คือรอบ 60 คน

จากนั้น วันที่ 15 ม.ค. 63 ทางกองได้เรียกไปเซ็น สัญญา แต่เมื่อตนอ่านพบว่าถูกเปลี่ยนแปลงเยอะมากกว่าเดิม เลยไม่เซ็นเพราะจะขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน

ต่อมา วันที่ 2 ก.พ. 63 ตนได้ติดตามไปทางอดีตผู้จัดการกอง ในเรื่องการเซ็นสัญญา เท่ากับตนไม่เคยบ่ายเบี่ยง หลักฐานคือไลน์ ที่ตนทวงถามและพยานก็คืออดีตผู้จัดการกอง ซึ่งจริงๆมีมากกว่า 1 ครั้งที่ตนทวงถามไป

และในวันที่ 21 ก.พ. 63 ตนได้เข้าไปเจรจาเรื่องสัญญากับทางกอง แต่ทางกองยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญา จึงได้มีการจบสัญญากันในวันที่ 4 มี.ค.63

ฟ้าใส บอกต่อว่า จากการประกวดมาหลายเวที ปกติแล้วสัญญาฉบับแรกและฉบับที่ 2 รายละเอียดจะต้องตรงกัน ซึ่งตนไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน ตนจึงขอให้ทาง คุณปุ้ยเปิดสัญญาทุกฉบับต่อสื่อมวลชน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือไม่ โดยตนยอมมแถลงข่าวในวันดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากพูดจบ ฟ้าใส ได้เผยถึงความรู้สึกที่ผ่านมาของตัวเอง โดยมีการปล่อยโฮออกมา พร้อมบอกว่า ตนเศร้ามาก ร้องไห้ตลอด จนหลายคนทักว่า ตนเป็นซึมเศร้าหรือเปล่า เพราะไม่สดใสเหมือนเดิม ที่ตนเงียบไม่ใช่ไม่รู้สึกแต่สำนึกถึงบุญคุณที่ทางกองพาตนมาถึงจุดนี้ จึงยอมมาตลอด แต่ตอนนี้ตนเริ่มเสียหายมากขึ้นแล้ว จึงต้องทำอะไรสักอย่าง


ด้านผู้จัดการส่วนตัวเสริมว่า “จากข่าวที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างมาก และเกิดความเข้าใจผิด จากที่ คุณปุ้ย แถลงข่าว วันนี้จึงมาพร้อมหลักฐาน และอาจมีตอบแทนฟ้าใสบ้าง และ ฟ้าใส จะอ่านคำแถลงข่าวบ้าง เพราะภาษาไทยไม่แข็งแรง ส่วนที่น้องต้องใส่แว่นเพราะสายตาสั้น ไม่ใช่เพราะเฟี้ยส ในส่วนที่ถามมาว่าทางกองลงทุนกับน้อง ก็มีสิทธิ์ถอนทุน ? ตนขอตอบว่า ตลอดการดำรงตำแหน่ง น้องให้ทางกองเต็มที่แล้ว เขารักกองประกวด และสำนึกถึงบุญคุณ ทุกงานหักให้ทางกองหมดแล้ว และที่มีคนตราหน้าว่าน้อง อกตัญญู แล้วบอกแม่อยากรับงานเอง ตนซึ่งเป็นผู้จัดการก็หักเหมือนทางกอง ถ้าน้องอยากรับเองจริงก็ขึ้นเบอร์แม่แล้ว และที่บอกว่า จากนี้น้องคงรับได้แค่งานกิ๊กก๊อก ตนก็อยากจะบอกว่า ทุกอีเว้นท์มีคุณค่า ไม่มีงานไหนกิ๊กก๊อก คุณเอาอะไรมาตัดสิน ตนขอร้องเลยว่าอย่าใช้คำนี้กับใคร สำหรับรายละเอียดว่าสัญญามีการเปลี่ยนอะไรบ้าง ตนขอให้ทางกองเปิดสัญญาก่อน เพื่อให้เกียรติเขาและถ้าเขาเปิดทุกคนก็จะได้รู้ความจริง ส่วนเรื่องอื่นๆที่นอกเหนือจากคุณปุ้ยแถลงข่าว ขอไม่ตอบ จนกว่าทางกองจะเปิดสัญญาทุกฉบับอถามว่าทำไมตนถึงมาช่วย เพราะเขาถูกเข้าใจผิดมาตลอด และมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้พูดไม่ได้ โดย ฟ้าใส เดินมาบอกเองว่าไม่ไหวแล้ว ไม่มีความสุขเลย ตนในฐานะที่เป็นผู้จัดการดารามาเป็นสิบปี และส่งนางงามมาหลายคน ก็ไม่เคยเจอสัญญาอะไรแบบนี้มาก่อน


ส่วนทนายความก็บอกว่า “ไม่ว่าเอกสารใดก็ตามมีข้อตกลงตรงกันเรียกว่าเป็นสัญญาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสัญญาที่เซ็นในรอบ 60 คนสุดท้าย จึงถือว่าเป็นสัญญา ไม่ใช่แค่ข้อตกลงอย่างที่คุณปุ้ย แถลงข่าว เพราะในนั้นเขียนอย่างละเอียดและคลอบคลัมเลยว่า ผู้ที่ได้รับตำแหน่งจะได้รับอะไรบ้าง ที่สำคัญในนั้นไม่มีเขียนว่าทางกองจะมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงสัญญาได้ทุกเมื่อ ซึ่งตามหลักกฏหมาย สัญญาต้องเป็นสัญญา ฟ้าใส มีสิทธิ์ทุกประการ ที่จะยอมหรือปฏิเสธก็ได้ หากสัญญามีการเปลี่ยนแปลง โดยมันไม่ใช่เรื่องการเจอตรงกลาง เพราะสัญญาถูกเซ็นไปแล้ว จะมาเปลี่ยนสัญญาไม่ได้”